วิชา   กญ.      711     การศึกษาตลอดชีวิต      ผู้สอน   ผศ ดร.  สนอง   โลหิตวิเศษ

 


การศึกษาตลอดชีวิตกับการปฏิบัติงานของตำรวจ

 

พ.ต.อ. หญิง ณษมา  สุวรรณานนท์

 

วิถีการเปลี่ยนแปลงที่ต้องปรับตัว

การศึกษามีความจำเป็นต่อชีวิตมนุษย์ในทุกช่วงอายุเพราะมนุษย์เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมสิ่งแวดล้อมอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะในสภาวะปัจจุบัน  ความจำเป็นของการศึกษาจะดูยิ่งชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากมีความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมากมายและมีผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ การดำเนินชีวิต ความเปลี่ยนแปลงซึ่งนับวันจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและซับซ้อนมากขึ้นนั้น  ทำให้ความรู้ที่ได้มาจากการศึกษาในระบบซึ่งเป็นช่วงหนึ่งของชีวิตดูจะไม่เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่เพียงพอสำหรับการดำเนินชีวิตและดำรงตนท่ามกลางการไหลบ่าที่รวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการแข่งขันกับต่างชาติ เพื่อความพึงพอใจของผู้รับบริการ สภาพทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมไทยที่ประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจ ความอ่อนแอของคุณภาพประชากรในการพัฒนาประเทศอันเนื่องมาจากผลกระทบของวัฒนธรรมต่างชาติ  ช่วงชีวิตหลังวัยเรียนเป็นช่วงชีวิตที่ยาวนานตราบเท่าที่เรายังมีชีวิตอยู่   จึงต้องตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นของการที่ประชาชนควรได้รับการศึกษาตลอดชีวิต เป็นบุคคลที่สามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลาเพื่อ ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ อาชีพการงาน การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม ความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยี  ความเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองการปกครอง การเปลี่ยนแปลงด้านความเป็นอยู่และ การดำรงชีวิต การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ในปัจจุบันวิถีคิดของคนไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปตามลำดับ  บางแง่มุมอาจเปลี่ยนแปลงไปในทางบวก  บางแง่มุมอาจเปลี่ยนแปลงไปในทางลบ  แต่สิ่งหนึ่งที่สอดคล้องกับความคิดและกระแสความคิดของสังคมโลกคือประชาชน คนไทยเริ่มตระหนักถึงความสำคัญ และความจำเป็นที่จะมีส่วนร่วม ความต้องการที่จะมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ กระบวนการตรวจสอบกระบวนการพิจารณาต่าง ๆ ประกอบกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 ซึ่งเป็นแผนพัฒนา ฯ ฉบับแรกที่ให้ความสำคัญกับคน ทุกสิ่งทุกอย่างจะเริ่มต้นจากความเป็นมนุษย์ในสังคมไทย เราจะได้ยินการกล่าวถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มากขึ้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ที่ได้ชื่อว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” นับว่าเป็นนวตกรรมที่ได้รับการสร้างเสริมความเข้มข้นในเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน เสรีภาพส่วนบุคคล

การศึกษาตลอดชีวิต : การปรับองค์กรกระบวนการยุติธรรมให้สอดรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลง

จึงมีความจำเป็นที่หน่วยงานในองค์กรกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะตำรวจที่เปรียบเสมือนองค์กรแรก  หรือประตูของกระบวนการยุติธรรม ควรพัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องในกระบวนการเรียนรู้ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสังคมปัจจุบัน อันจะส่งผลให้ได้มูลค่าเพิ่มคือปัญญา ที่มิใช่เงินตราโดยยึดหลักการสำคัญในการจัดการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความยุติธรรมและการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน คือ หลักการคุ้มครอง (Human Rights) หลักเสรีภาพ (Fredom)   หลักความโปร่งใส  (Transpiracy)   หลักการตรวจสอบได้(Accountability)หลักการมีส่วนรวมของประชาชน (Participation )   หลักจริยธรรม   (Ethics)     และหลักความเป็นกลาง

(Neutrality) ซึ่งหลักการสำคัญทั้ง 7 ประการมีบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาตราต่าง ๆ เช่น การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (มาตรา 4,26,28) การใช้ความความคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหา ผู้เสียหาย พยาน  ( มาตรา244,245,246 )    การจัดทนายช่วยเหลือผู้ต้องหา   ( มาตรา242 ) ความโปร่งใสในชั้นสอบสวน โดยการให้สิทธิแก่ผู้ถูกจับ การจำกัดระยะเวลาการควบคุมตัวผู้ต้องหา การกำหนดแนวทางในการพิจารณาคำขอประกันตัวผู้ต้องหาไว้อย่างชัดเจน การให้ศาลเป็นองค์การที่ใช้อำนาจออกหมายจับและหมายค้น(มาตรา237,238,239) ความเป็นอิสระและการตรวจสอบอำนาจของศาล (มาตรา236,239,241,275) การตรวจสอบอำนาจของพนักงานอัยการ(มาตรา241) การส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบบุคคลในกระบวนการยุติธรรม ข้าราชการประจำระดับสูง(มาตรา 303) และการดำเนินคดีกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง(มาตรา272,308,329)  เหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ข้าราชการตำรวจและผู้ที่อยู่ในองค์กรกระบวนการยุติธรรมจะต้องตระหนักถึงความสำคัญของรัฐธรรมนูญที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรม โดยจะต้องศึกษา และจัดบรรยากาศทางวิชาการในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างเครือข่ายของการประสานความร่วมมือและประสบการณ์ทั้งด้านการปฏิบัติงานและด้านวิชาการ  อีกทั้งจะต้องนำสู่ประชาชนให้ได้มีส่วนรับรู้ถึงปัญหา ข้อขัดข้องในการปฏิบัติหน้าที่อำนวยความยุติธรรมของตำรวจและมีส่วนร่วมในการพิจารณาหามาตรการหรือแนวทางแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมร่วมกัน  ในการกำหนดนโยบาย  และการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกระดับ  ทั้งระดับชาติ จังหวัดและสถานีตำรวจ   สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีนโยบายให้ปรับปรุงพัฒนาระบบงานของสถานีตำรวจให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม  และตรวจสอบการปฏิบัติงาน     ปรับปรุงคุณภาพของข้าราชการตำรวจ  ให้มีจิตสำนึกในการบริการ  และปรับปรุงระบบการให้บริการ   เพื่อประชาชนได้รับความอบอุ่น   มีความพึงพอใจและเชื่อถือ   ศรัทธาเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้   ได้มีการเร่งรัดการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่สำคัญยิ่ง    ของการจัดตั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ในการปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540   มาตรา 76   จะเห็นว่ารัฐบาลได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 3/2542 ลงวันที่ 7 มกราคม 2542   แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจในระดับชาติ (กต.ตร.)  ระดับกรุงเทพมหานคร  และระดับจังหวัด(กต.ตร.จังหวัด)  ซึ่งเป็นกลไกการปรับเปลี่ยนการปฏิบัติราชการแบบดั้งเดิม   ไปสู่รูปแบบที่ได้รับการพัฒนาเรียกว่าในระบบเปิด   โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายวางแผนพัฒนาและตรวจสอบการใช้อำนาจ    ยึดหลักการอำนวยความยุติธรรมและการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน    ในระบบประชาธิปไตยที่ปกครองด้วยกฎหมายจะถือหลักว่า    “เมื่อไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้  รัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจะกระทำการมิได้”    ต่างจากรัฐเผด็จการซึ่งถือว่า     “เมื่อไม่มีกฎหมายห้าม ย่อมทำได้”   แม้ว่าเรื่องนั้นจะไปกำจัดตัดสิทธิผู้อื่น  หากเราพิจารณาในการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงที่กล่าวไปแล้วในข้างต้น จะเห็นว่าเป็นการปรับเปลี่ยนที่สืบเนื่องจากกระแสประชาธิปไตยซึ่งเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองเพียงเรื่องเดียวท่านั้น แต่นำสู่การปฏิรูปด้านอื่นๆอย่างน้อย  คือ วิถีคิดและวิธีการปฏิบัติขององค์กรที่เกี่ยวข้อง กระบวนการแสวงหาความรู้ ความร่วมมือ รูปแบบการดำเนินการ  และหากพิจารณาในองค์รวมเป้าหมาย และหลักการของการศึกษาตลอดชีวิตสามารถนำมาปูพื้นฐานทางความคิดและความเข้าใจร่วมกันได้ในสังคมเพราะทั้งประชาชนและข้าราชการควรได้รับการพัฒนาความรู้ ทักษะในการคิด วิเคราะห์ การปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ  ร่วมกับการแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม แสวงหาความรู้  เพิ่มพูนความรู้ได้อย่างต่อเนื่องด้วยตนเอง สามาถเลือกรับข้อมูลข่าวสารนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมได้ในทุกช่วงชีวิต อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข อันแสดงถึงการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติโดยรวม  ในการปฏิบัติงานของตำรวจที่ประกอบด้วยการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีอาญา  เพื่อให้สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนได้รับการคุ้มครองเพิ่มมากขึ้นนั้น   หากได้คำนึงถึงหลักความจำเป็น  หลักความเชื่อมั่น หลักความครอบคลุม หลักความเสมอภาค   หลักการผสมผสาน หลักความเชื่อมโยงหลักความหลากหลาย หลักความยืดหยุ่น หลักความต่อเนื่อง หลักความสะดวกเข้าใจง่าย หลักความผสมผสาน หลักความผสมกลมกลืน หลักความสัมพันธ์กับชีวิต หลักการให้ความสำคัญกับชุมชน  หลักการให้เครื่องมือในการแสวงหาความรู้และหลักการมีส่วนร่วมแล้ว ตำรวจจจะได้หลักคิดในการที่จะพัฒนาตนเองให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์มีความพร้อมที่จะเผชิญและปรับตัวให้เข้ากับสภาพความเปลี่ยนแปลงในทุกสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม  สามารถพัฒนาและผสมผสานทั้งความรู้พื้นฐานเดิมและความรู้ใหม่ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องประกอบกับประสบการณ์มาร่วมในการวิเคราะห์เพื่อหาหนทางปฏิบัติในการแก้ไขปัญหา นำไปใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์  เป็นการพัฒนาความคิดเพื่อการปรับตัว    พัฒนาอาชีพ  และพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างผสมกลมกลืนซึ่งล้วนเป็นแนวคิดที่มาจากปรัชญาการคิดเป็น คิดได้อย่างเหมาะสม  สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างมีหลักการด้วยการผสมผสานข้อมูลจาก 3 ด้านที่เกี่ยวข้อง      คือ ข้อมูลข่าวสารด้านวิชาการ ด้านสังคมสิ่งแวดล้อม และข้อมูลตนเอง เพราะในปัจจุบันตำรวจอาจจะมีความลำบากมากขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่เพราะที่ผ่านมานั้นเคยชินกับความ “ง่าย” เคยชินกับวิธีการเก่า ๆ ประเพณีเก่า ๆ   แต่เราต้องตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าสังคมได้เปลี่ยนไปวัฒนธรรมของความคิดเดิม ๆ ที่ว่าอำนาจเป็นหลัก  สิทธิเสรีภาพเป็นรอง  ต้องได้รับการแก้ไข ตัวอย่างที่จะประกอบให้เห็นชัดคือ เมื่อเรามีกฎหมายพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร เรื่องนี้ก็เปลี่ยนวิถีและวิธีคิดของคนไทยไปจากอดีตที่ข้อมูลข่าวสารของรัฐจะถูกปกปิดหมด การเปิดเผยคือข้อยกเว้น วิธีคิดใหม่ในสังคมปัจจุบันที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและความต้องการของสังคมก็คือว่าข้อมูลข่าวสารของรัฐต้องเปิดเผยทั้งหมดข้อยกเว้นคือ  การปกปิดในบางกรณี ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยากแต่ต้องเกิดขึ้น  ปัญหาอยู่ที่สังคมไทยมีความพร้อมเพียงใด  ผู้ใช้อำนาจพร้อมหรือยังที่จะเปลี่ยนวิถีคิดและวิธีปฏิบัติให้สอดคล้องตรงกันด้วยความจริงใจและมีจิตสำนึกอย่างแท้จริง วัฒนธรรมที่คงค้างมาช้านานต้องพยายามปรับเปลี่ยน  เข้าใจในกระแสความคิดของสังคมที่มีความตื่นตัว     ตำรวจมักจะอยู่ที่ปลายเหตุของปัญหาสังคมเสมอ  การพัฒนาข้าราชการตำรวจจึงจำเป็นต้องพัฒนาให้ข้าราชการตำรวจมีความรู้ในเรื่องสภาวการณ์ของสถานการณ์โลก  การเมือง  เศรษฐกิจ     สังคมจิตวิทยา  และความรู้ด้านวิชาการที่กว้างขวาง  ทันต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งที่ 1309/ ลงวันที่ 25 กันยายน  2541 แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการและคณะกรรมการบริหารโครงการส่งเสริมวิชาการ ทั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาข้าราชการตำรวจและงานในหน้าที่ของตำรวจและงานในหน้าที่ของตำรวจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ได้มีการประชุมทางวิชาการในงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของตำรวจอยู่เป็นประจำ อาทิเช่น  เช่น  การสัมมนาโรงพักเพื่อประชาชน     การสัมมนาเรื่องบทบาทตำรวจในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนตามแนวทางรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540   การเสวนาเรื่องการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมอาชญากรรม :  มุมมองของตำรวจชุมชนจากต่างประเทศ   แฮกเกอร์ :  มหันตภัยไอที  การสัมมนาเรื่อง EQกับงานบริการมวลชน  ฯลฯ    นอกจากนี้ยังมีการฝึกอบในหลักสูตรพิเศษต่าง ๆเพื่อนำความรู้ทางวิชาการสมัยใหม่ประกอบการทำงานให้มีประสิทธิภาพขึ้น   เช่น  หลักสูตรผู้ทำหน้าที่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสังคมเคราะห์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะนักสังคมสงเคราะห์ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจและผ่านการศึกษาหลักสูตรสังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิตสาขาสังคมสงเคราะห์ในกระบวนการยุติธรรม  ให้สามารถทำหน้าที่นักสังคมสงเคราะห์ที่มีความพร้อมในการทำหน้าที่ตามกฎหมายในการถามปากคำเด็กกรณีเป็นผู้เสียหายหรือพยานตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาการขาดบุคคลากรทำหน้าที่นักสังคมสงเคราะห์ตามกฎหมายโดยส่วนหนึ่ง  หลักสูตรความรุนแรงในครอบครัว  ( Domestic Violence Course) ซึ่งสำนักงานรักษาความมั่นคงทางการทูตสหรัฐอเมริการประจำประเทศไทย  โดยโครงการความช่วยเหลือและการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนคดีอาญาระหว่างประเทศได้เสนอให้ความช่วยเหลือในการฝึกอบรมแก่ข้าราชการตำรวจของรัฐบาลไทย ด้วยเล็งเห็นถึงประโยชน์ร่วมกันว่า จากปัจจุบันที่สภาพเศรษฐกิจ และสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนหนึ่งได้ก่อให้เกิดปัญหาในระดับครอบครัว ชุมชน ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ  หลักสูตรดังกล่าวจะเกิดประโยชน์โดยตรง  หลักสูตรการฝึกอบรมข่าวกรองอาชญากรรมโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาตินเธอร์แลนด์ได้สนับสนุนวิทยากรด้านการวิเคราะห์ข่าวอาชญากรรมมาฝึกอบรมให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยโดยมีวัตถุประสงค์ในการนำเสนอแนวความคิด แบบแผนและวิธีการในการวิเคราะห์ข่าวอาชญากรรม  ( Criminal Intelligence Analysis Course )และการวิเคราะห์ข่าวโดยใช้การเชื่อมโยงระบบสารสนเทศ ( Basic Course Analysis Networks )  เพื่อนำความรู้มาประยุกต์ในงานตำรวจด้านการสืบสวน

จากการที่ได้นำเสนอให้เห็นถึงการปฏิบัติงานของตำรวจซึ่งต้องมีการพัฒนาบุคลากรตลอดเวลา โดยเนื้อหาจะต้องนำสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริงทั้งในงานด้านอำนวยการ  การปฏิบัติการ และการสนับสนุน จะไม่เป็นแค่เพียงแนวความคิดแต่นำสู่ความสัมพันธ์และความรับผิดชอบร่วมกันของการปฏิบัติภารกิจให้ลุล่วง จึงเป็นการผสมผสานทั้งในแนวตั้งของการประกอบอาชีพ คือตลอดชีวิตของการรับราชการตำรวจ จะต้องขวนขวายหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเอง หน่วยงานต้องมีเป้าหมาย หลักการในการเพิ่มพูนความรู้ทักษะในอาชีพให้แก่บุคลากรตลอดเวลา ด้วยทุกรูปแบบของการศึกษาและฝึกอบรม ทุกแหล่งความรู้ ทุกแหล่งข้อมูล ที่จะนำมาประสานประโยชน์ และในประการสำคัญ คือ ทำอย่างไรจึงปลูกจิตสำนึกให้บุคลกรใฝ่ที่จะเรียนรู้ด้วยการนำตนเองตลอดเวลา สามารถวางแผนในการศึกษาหาความรู้  เพิ่มพูนทักษะที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง